ภาษาศาสตร์คืออะไร

สถานการณ์ที่ผู้ที่เรียนภาษาศาสตร์ (Linguistics) ทุกคนเคยประสบมาแล้วทั้งนั้นก็คือ เมื่อมีใครสักคนถามเราว่า
“เรียนอะไรอยู่” แล้วเราตอบไปตรงๆว่า “เรียนภาษาศาสตร์” เราก็จะได้รับคำถามย้อนมาว่า “เรียนภาษาอะไรล่ะ”

เหตุที่เราได้รับคำถามย้อนมาว่าเราเรียนภาษาอะไรก็เพราะคู่สนทนาของเราคิดว่าการเรียนภาษาศาสตร์ก็คือ
การเรียนภาษา มีการท่องศัพท์ แต่งประโยค หัดออกเสียง ฝึกบทสนทนา ฯลฯ เหมือนเวลาที่เราเรียนภาษาไทย
ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส ฯลฯ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว การเรียนภาษากับการเรียนภาษาศาสตร์
ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ถ้าเราพยายามจะตอบกลับไปสั้นๆว่าเรา “ไม่ได้เรียนภาษาอะไรหรอก เรียนภาษาศาสตร์น่ะ” คู่สนทนาของเราก็
มักจะงุนงง หรืออาจจะพาลคิดไปว่าเราตอบแบบกำปั้นทุบดิน แต่ถ้าเราแก้ปัญหาด้วยการพยายามอธิบายว่า
ภาษาศาสตร์คืออะไร ต่างกับการเรียนภาษาทั่วๆไปอย่างไร เราก็จะประสบปัญหาอีกว่า การอธิบายด้วยถ้อยคำ
2-3 ประโยคว่าภาษาศาสตร์คืออะไร ให้คนที่ไม่เคยสัมผัสกับภาษาศาสตร์เลยเข้าใจได้ชัดเจนนั้นเป็นเรื่องยากมาก

ในภาษาไทยนั้นคำว่า “ภาษา” กับคำว่า “ภาษาศาสตร์” เป็นคำที่สะกดคล้ายกันมาก แม้ว่าจะมีความแตกต่าง
กันอยู่มากพอสมควรในเชิงความหมาย แต่ก็พบว่าคนส่วนมากสับสนระหว่างคำทั้งสองนี้ ตัวอย่างเช่นในร้าน
หนังสือบางร้าน ติดป้ายว่า “ภาษาศาสตร์” ให้กับหนังสือในหมวด “ภาษา” ทั้งๆที่ในร้านนั้นหนังสือหมวดนั้น
ส่วนมากได้แก่ตำราไวยากรณ์ พจนานุกรม ตำราเรียนภาษา ซึ่งเน้นไปที่การใช้ภาษาและแทบจะไม่มีหนังสือ
ที่เกี่ยวข้องกับภาษาศาสตร์เลย

และจากประสบการณ์ของผู้เขียนซึ่งเป็นอาจารย์ในภาควิชาภาษาศาสตร์ พบว่าทุกปีจะต้องมีคนจำนวนหนึ่ง
ซึ่งมาสมัครเข้าเรียนในระดับปริญญาโทสาขาภาษาศาสตร์โดยที่ไม่เข้าใจว่าภาษาศาสตร์คืออะไร บุคคลเหล่านี้
เข้าใจว่าการเรียนภาษาศาสตร์คือการเรียนภาษาอังกฤษ (ซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศที่ใช้กันกว้างขวาง
ที่สุดในประเทศไทย) หรือไม่ก็เข้าใจว่าการเรียนภาษาศาสตร์คือการเรียนภาษาหลายๆภาษา

ในเมื่อภาษาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่คนส่วนมากไม่รู้จักหรือไม่คุ้นเคย สิ่งที่ผู้เริ่มเรียนภาษาศาสตร์ต้องเข้าใจเสียก่อน ที่จะเริ่มเรียนหัวข้อที่เป็นเนื้อหาวิชาทางภาษาศาสตร์ก็คือ “ภาษาศาสตร์คืออะไร ” เพื่อที่จะเตรียมตัวและ
ปรับมุมมองให้พร้อมสำหรับสาขาวิชานี้

เมื่อทราบว่าภาษาศาสตร์คืออะไรแล้ว ขั้นต่อมาก็ควรจะทราบว่า “ เราจะนำภาษาศาสตร์ไปใช้ทำอะไรได้บ้าง”
เพื่อที่เราจะได้มีเป้าหมายในการเรียน เรียนแล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้ รวมทั้งช่วยให้เรากระตือรือร้นที่จะเรียน
มากขึ้น (เพราะคงไม่มีใครกระตือตือร้นในสิ่งที่ไร้ประโยชน์หรือไม่เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตเราเลย )

ในบทที่ 1 นี้เราจะทำความเข้าใจกับภาษาศาสตร์โดยเปรียบเทียบการเรียนภาษาศาสตร์กับการเรียนภาษา
ลักษณะสำคัญของภาษาศาสตร์คือ เป็นเชิงวรรณนา (descriptive) เป็นวัตถุวิสัย (objective) เป็นสากลลักษณ์
(universal) และ เป็นวิทยาศาสตร์ (scientific)

ความเป็นเชิงวรรณนาและความเป็นวัตถุวิสัย

ความเป็นเชิงวรรณนา (descriptive) ตรงกันข้ามกับความเป็นเชิงบัญญัติ (prescriptive) เชิงวรรณนาหมายถึง
การกล่าวบรรยายหรือพรรณาสิ่งต่างๆไปตามที่เป็นจริงๆ โดยไม่มีการชี้นำว่าสิ่งนั้นควรจะเป็นอย่างไร

เวลาที่เราเรียนภาษาทั่วๆไป ลักษณะของการเรียนภาษามักจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเป็นไปในเชิงบัญญัติ
หมายความว่ามีการบัญญัติไว้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี เราจะได้รับการชี้นำว่าเราควรพูดอย่างไร เขียนอย่างไร
ใช้สำนวนอย่างไร เปลี่ยนรูปคำนามอย่างไร ใช้ลักษณนามอย่างไร สะกดคำอย่างไร เรียงประโยคอย่างไร ฯลฯ
แสดงว่าในมุมมองเช่นนี้จะต้องมีลักษณะของภาษาที่ “ดี” “สวยงาม” “ถูกต้อง” อยู่แล้วเป็นอุดมคติ เมื่อเราใช้
ภาษาไม่ตรงตามอุดมคตินี้ เราก็จะได้รับการวิจารณ์ว่าภาษาของเรา “ไม่ดี” “ไม่งาม” “ไม่ถูกต้อง”
แล้วก็ได้รับการชี้นำต่อมาว่าเราควรจะใช้ภาษาอย่างไร

การมองสิ่งต่างๆตามที่มันเป็นจริงๆโดยไม่เอาความรู้สึกส่วนตัว (หรือแม้แต่ความรู้สึกของคนส่วนรวมในสังคม)
มาตัดสินคุณค่าว่าดีหรือไม่ดี ก็คือวัตถุวิสัย (objective) ตรงกันข้ามกับการมองสิ่งต่างๆโดยมีการตัดสินคุณค่า
ตามความรู้สึกส่วนตัวที่เรียกว่าอัตวิสัย (subjective)

สาเหตุที่การเรียนภาษามักจะเป็นไปในเชิงบัญญัติก็เพราะ เวลาที่เรียนภาษาเรามักเรียนไปเพื่อนำภาษานั้นๆ
ไปใช้สื่อสารโดยตรง อาจจะเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน ทักษะใดทักษะหนึ่งหรือหลายทักษะรวมกัน ทำให้จำเป็น
ต้องมีการชี้นำให้เราใช้ภาษาในมาตรฐานที่สังคมกำหนดและยอมรับว่าเหมาะสม

การเรียนภาษาศาสตร์แตกต่างจากการเรียนภาษา ภาษาศาสตร์เป็นการเรียนที่ไม่ได้เน้นที่จะนำภาษาไปใช้ฟัง
พูด อ่าน หรือเขียนโดยตรง แต่เป็นการเรียนหรือเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์ให้ทราบว่าปรากฏการณ์ต่างๆในภาษา
มีอะไรบ้าง ทำไมเป็นเช่นนั้น ลักษณะของภาษาต่างๆเป็นอย่างไร นักภาษาศาสตร์จะกล่าวถึงลักษณะและข้อมูล
เหล่านี้ (เชิงวรรณนา) อย่างเป็นกลางโดยไม่ตีความว่าดีหรือไม่ดี สวยหรือไม่สวย ควรหรือไม่ควร (วัตถุวิสัย)


ตัวอย่างเช่น ในหัวข้อเดียวกันคือ “เสียง ร. ในภาษาไทย” การเรียนภาษามักเป็นไปในเชิงชี้นำว่าการออก
เสียงเป็น ร. ถูกต้อง แต่ออกเสียงเป็น ล. ไม่ถูกต้อง และพยายามให้ผู้เรียนฝึกฝนเพื่อออกเสียง ร. ให้ชัดเจน

แต่ถ้าเป็นการเรียนในเชิงภาษาศาสตร์ หัวข้อ “เสียง ร. ในภาษาไทย” จะเป็นไปในทางบรรยายข้อเท็จจริง
โดยที่ข้อเท็จจริงนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับเสียงดังกล่าวในภาษาโดยตรง หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ
รอบๆตัวภาษาก็ได้ ดังนั้นหัวข้อนี้จึงกว้างมาก และสามารถเลือกศึกษาได้หลายทางตามความสนใจ เช่น

  • การออกเสียง ร. ใช้อวัยวะส่วนไหนในการออกเสียง
  • คนเราจะออกเสียง ร. ได้ชัดขึ้นในสถานการณ์แบบไหน
  • คนวัยใดเพศใดออกเสียง ร. ได้ชัดที่สุด
  • ถ้าคนหนึ่งอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คนๆนั้นจะทราบหรือไม่ทราบว่าต้องกระดกลิ้นให้เสียง
    ออกเป็น ร. เมื่อไร
  • เมื่อนำเสียง ร. ใส่เข้าไปในคอมพิวเตอร์คลื่นเสียงที่ได้จะเป็นอย่างไร และนำไปประยุกต์ใช้ใน
    งานคอมพิวเตอร์อะไรได้บ้าง
  • ภาษาถิ่นบางถิ่นไม่มีเสียง ร. เช่นถิ่นเหนือ ถิ่นอีสาน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนในท้องถิ่นนั้นมาพูด
    ภาษาไทยแบบกรุงเทพ
  • เสียง ร. แบบในภาษาไทย กับเสียงตัว r ในภาษาอังกฤษ มีความแตกต่างกันอย่างไร
  • คนที่ออกเสียง ร. เป็น ล. ตลอดเวลา เวลาเขียนจะสะกด ร. กับ ล. สลับกันมากกว่าคนที่
    ออกเสียง ร. ชัดเจนหรือเปล่า
  • ทำไมเราไม่ต้องฝึกฝนเราก็ออกเสียง ก. ให้ต่างกับ ข. ได้ และออกเสียง ต. ให้ต่างจาก ท. ได้
    แต่ทำไมถ้าเราไม่ฝึกฝนให้ดีจริงๆ เราจะออกเสียง ร. ให้ต่างจาก ล. ได้ยากมาก
    ฯลฯ

นักภาษาศาสตร์จะศึกษาค้นหาคำตอบเหล่านี้โดยที่ไม่ตีค่าว่า ร. เป็นเสียงที่ถูก ล. เป็นเสียงที่ผิด และไม่ชี้นำ
ว่าเราควรจะออกเสียงอย่างไร

ความเป็นวิทยาศาสตร์

ภาษาศาสตร์มักจะได้รับการนิยามว่า “เป็นวิทยาศาสตร์ของภาษา” หรือ “การศึกษาภาษาในเชิงวิทยาศาสตร์”
ซึ่งก็หมายความว่าเป็นการศึกษาภาษาอย่างมีเหตุมีผล มีการพิสูจน์ที่แน่ชัด มีระบบระเบียบแบบวิทยาศาสตร์
และหมายรวมไปถึงความเป็นวัตถุวิสัยฯ และเมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็ตองสรุปผลให้เป็นระบบ ให้ชัดเจนเหมือน
นักวิทยาศาสตร์ เช่นจะต้องรายงานผลให้ชัดเจนว่าเด็กไทยกลุ่มใดนิยมสะกดคำแบบใดมากกว่าอีกแบบอยู่
ร้อยละเท่าไร เพราะตัวเลขที่ได้เป็นสิ่งที่เป็นวัตถุวิสัยที่ใครๆก็ยอมรับและเข้าใจตรงกัน นักภาษาศาสตร์จะ
ไม่รายงานผลเพียงว่า “เด็กไทยนิยมเขียนแบบอเมริกันมากกว่าแบบอังกฤษอยู่พอสมควร” เพราะ “พอสมควร”
มีค่าไม่แน่นอน

นอกจากนั้นต้องไม่ลืมว่านักภาษาศาสตร์จะไม่ตีค่าว่าการสะกดแบบใดดีกว่ากันหรือเลวกว่ากัน และไม่ใช่หน้าที่
ของนักภาษาศาสตร์ที่จะชี้นำว่าควรจะสะกดแบบใด

ในการเรียนภาษาศาสตร์เบื้องต้นนั้น ผู้เรียนอาจจะยังไม่ได้วางแผนออกเก็บข้อมูลหรือวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ
มากเหมือนกับนักภาษาศาสตร์มืออาชีพหรือผู้เรียนภาษาศาสตร์ขั้นสูง เพราะการจะทำเช่นนั้นได้ผู้เรียนต้องมี
ความรู้พื้นฐานมาพอสมควร และจะต้องมีเวลาทุ่มเทอย่างจริงจัง ผู้เรียนระดับต้นมักจะเรียนรู้ในสิ่งที่มีผู้อื่น
วิเคราะห์ไว้ให้แล้วเป็นส่วนมากแต่ผู้เรียนพึงสังเกตว่าความรู้ทางภาษาศาสตร์เหล่านั้นล้วนแต่ผ่านการรวบรวม
ค้นคว้า และสรุปมาแล้วอย่างเป็นระบบในเชิงวิทยาศาสตร์

ความเป็นสากลลักษณ์

นักภาษาศาสตร์มักจะสนใจปรากฏการณ์หรือลักษณะทางภาษาทั่วๆไปโดยรวม มากกว่าจะเน้นไปที่ภาษาใด
ภาษาหนึ่งโดยเฉพาะ ตรงกันข้ามกับเวลาเราเรียนภาษาใดภาษาหนึ่งที่เราจะมุ่งไปที่ภาษานั้นเพียงภาษาเดียว

ความแตกต่างนี้มาจากการที่เราเรียนภาษาไปเพื่อฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาใดภาษาหนึ่ง หากเราสื่อสาร
ภาษานั้นได้ ก็ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียน เราจึงไม่จำเป็นว่าจะต้องเปรียบเทียบภาษานั้นๆกับ
ภาษาอื่น เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจประวัติความเป็นมาของปรากฏการณ์ในภาษาเราก็สามารถเป็นผู้ใช้ภาษา
อย่างคล่องแคล่วได้ เราอาจจะศึกษาวรรณกรรม อารยธรรม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ
ภาษานั้นๆบ้างเพื่อช่วยให้เราเข้าใจและใช้ภาษานั้นได้ดีขึ้นในระดับสูง แต่บางครั้งในระดับที่สูงมากๆ
เราอาจจะต้องเรียนภาษาอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับภาษานั้นด้วย (เช่นเรียนภาษาบาลีเสริมการเรียนภาษาไทย
ขั้นสูง เรียนภาษาละตินเสริมการเรียนภาษาอังกฤษขั้นสูง) แต่ทั้งหมดที่เราเรียนนี้ก็มีเป้าหมายเพื่อให้ใช้
ภาษาที่เราเรียนเป็นหลักให้ดีขึ้น

การศึกษาในเชิงภาษาศาสตร์มักจะเน้นในจุดที่ตรงกันข้ามกับการเรียนภาษา นักภาษาศาสตร์มักจะสนใจ
ปรากฏการณ์หรือลักษณะบางอย่างของภาษาอย่างเป็นสากล เช่น

  • เด็กทารกมีกลไกการเรียนรู้ภาษาอย่างไร (ไม่เจาะจงว่าเรียนรู้ภาษาอะไร)
  • พจน์ (เช่นเอกพจน์ พหูพจน์) ในภาษามีลักษณะที่เป็นสากลอย่างไร (ศึกษาความเหมือนความต่าง
    โดยรวมของภาษาในโลก แต่ไม่ได้เรียนเจาะจงท่องจำว่าภาษาใดภาษาหนึ่งเติมอะไรท้ายคำนาม
    ให้กลายเป็นพหูพจน์)
  • ภาษาในโลกนี้ถ้าจะผันคำกริยาจะผันตามอะไรได้บ้าง มีเฉพาะการผันตามกาล (tense) เท่านั้นหรือเปล่า
    (ศึกษาความเหมือนความต่างโดยรวม แต่ไม่ได้เรียนเจาะจงท่องจำว่าภาษาใดภาษาหนึ่งผันกริยาอย่างไร)
  • ฯลฯ

เมื่อนักภาษาศาสตร์สงสัยสิ่งใด นักภาษาศาสตร์ก็จะค้นคว้าข้อมูล นักภาษาศาสตร์อาจจะนำข้อมูลของภาษาใด
ก็ได้มาศึกษา ตราบใดที่ภาษานั้นมีลักษณะที่นักภาษาศาสตร์สนใจและมีประโยชน์ทำให้นักภาษาศาสตร์หา
คำตอบที่ตนอยากรู้ได้ เช่น หากนักภาษาศาสตร์มีความสนใจเจาะลึกลงไปว่าเด็กทารกเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับ
เอกพจน์-พหูพจน์ในภาษาเมื่ออายุประมาณกี่เดือน นักภาษาศาสตร์ผู้นั้นก็ย่อมต้องศึกษาภาษาที่มีเอกพจน์-
พหูพจน์ในภาษา ต้องค้นคว้าระบบเอกพจน์-พหูพจน์ในภาษานั้น แล้วก็ต้องสังเกตการณ์เด็กทารกที่กำลังหัดฟัง
หัดพูดภาษานั้นๆ เช่นอาจจะเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ หรือภาษาอื่นๆตามสะดวก อาจจะศึกษา
ภาษาเดียวหรือมากกว่าก็ได้ แต่นักภาษาศาสตร์ค งไม่เลือกสังเกตการณ์ทารกไทย ทารกจีน เพราะภาษาจีน
และภาษาไทยไม่มีพจน์

จะเห็นได้ว่านักภาษาศาสตร์มักจะมุ่งความสนใจไปที่ปรากฏการณ์ในภาษาเป็นหลัก ส่วนภาษาที่ใช้ศึกษา
เพื่อหาคำตอบจะเป็นภาษาใดนั้นเป็นเรื่องที่รองลงมา ในขณะที่ผู้เรียนภาษาทั่วๆไปจะเน้นไปที่ภาษาที่ตน
กำลังเรียนเป็นหลัก แล้วศึกษาปรากฏการณ์ในภาษาหรือเรื่องอื่นๆเกี่ยวกับภาษานั้นๆเพื่อให้ตนใช้ภาษา
ที่กำลังเรียนอยู่ได้ดีขึ้นเป็นเรื่องรองลงมา

ประโยชน์ของภาษาศาสตร์

การจะกล่าวถึงประโยชน์และการประยุกต์ใช้ทุกๆด้านของภาษาศาสตร์นั้น ผู้เรียนจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐาน
เกี่ยวกับภาษาศาสตร์เสียก่อน ดังนั้นในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะประโยชน์อย่างกว้างๆของภาษาศาสตร์ และ
จะกล่าวถึงประโยชน์และการนำไปใช้ด้านอื่นๆแทรกไปกับเนื้อหาในหัวข้อต่อๆไป

1. ภาษาศาสตร์ฝึกให้ผู้เรียนใจกว้าง มีใจเป็นกลาง

ภาษาศาสตร์มองภาษาอย่างเป็นวัตถุวิสัย ไม่ตัดสินความถูก-ผิด ยอมรับภาษาทุกแบบอย่างที่มันเป็น
เมื่อผู้เรียนภาษาได้รับการฝึกฝนให้มองภาษาในมุมมองเช่นนี้ ย่อมทำให้ผู้เรียนภาษาศาสตร์ได้รับการฝึก
ให้มีใจเป็นกลางกับภาษา ใจกว้างยอมรับความแตกต่างที่มีระหว่างภาษาแบบต่างๆ รวมทั้งยอมรับกลุ่มคน
ที่ใช้ภาษาเหล่านั้นด้วย

ตัวอย่างเช่น คนจำนวนมากอาจจะมองว่าภาษาถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรี “เหน่อ” มีทัศนคติทางลบกับ
ภาษาไทยสำเนียงนี้ จนถึงกับนำมาพูดล้อเลียนกันเป็นที่สนุกสนาน ลามไปถึงความคิดว่าใครที่พูดภาษา
แบบนั้นก็ได้รับการตีความว่าเป็นคนที่เชย ไม่ใช่คนชั้นสูง ฯลฯ

สำหรับนักภาษาศาสตร์แล้ว ภาษาถิ่นแต่ละถิ่นก็มีลักษณะเฉพาะตัว เราไม่เคยชินกับภาษาถิ่นไหน
เราก็ว่าภาษานั้นฟังเหน่อ ทุกภาษามีคุณค่าเท่ากัน หากเมืองหลวงของประเทศไทยตั้งอยู่ที่จังหวัด
สุพรรณบุรีไม่ใช่กรุงเทพมหานคร ภาษาถิ่นแบบสุพรรณบุรีย่อมเป็นภาษาไทยมาตรฐาน แล้วภาษาถิ่น
แบบกรุงเทพก็คงเป็นภาษาที่เหน่อการมองว่าภาษาใดเหน่อหรือไม่เหน่อ เพราะหรือไม่เพราะ
สละสลวยหรือไม่สละสลวยจึงเป็นการตัดสินแบบอัตวิสัย ไม่ใช่วัตถุวิสัย


เมื่อผู้เรียนภาษาศาสตร์ได้รับการฝึกให้มีมุมมองที่เป็นกลางต่อภาษาและผู้พูดภาษาแล้วก็ย่อมมีแนวโน้มว่า
จะสามารถมองสิ่งต่างๆในโลกอย่างเป็นกลางและใจกว้างมากขึ้นได้ อันจะส่งผลดีต่อการศึกษาหาความรู้
ด้านอื่นๆและการดำรงชีวิตในสังคมด้วย

2. ภาษาศาสตร์ฝึกให้ผู้เรียนมีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลและเป็นระบบ

ความเป็นวิทยาศาสตร์ของภาษาศาสตร์ส่งผลให้ผู้เรียนได้รับการฝึกให้คิดและทำความเข้าใจภาษาในแง่มุมใหม่
นักภาษาศาสตร์มีแนวโน้มที่จะจัดระบบและสรุปกฏเกณฑ์ต่างๆของภาษามากกว่าที่จะท่องจำอย่างไร้ระบบ
นอกจากนั้นแล้วการที่นักภาษาศาสตร์สนใจที่จะศึกษาปรากฏการณ์ ภาษาต่างๆโดยรวมก็ทำให้นักภาษาศาสตร์
ได้รับการฝึกให้เปรียบเทียบหาความเหมือนความต่างระหว่างภาษา

ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลเป็นระบบและชัดเจนแบบวิทยาศาสตร์ที่ผู้เรียนภาษาศาสตร์ได้รับการฝึกฝนขึ้นมานั้น
หากผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนวิชาอื่นหรือในชีวิตประจำวันก็ย่อมทำให้มีประโยชน์
ด้านอื่นๆอีกมากมาย

3. ภาษาศาสตร์ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ภาษาอื่นๆได้ง่ายและลึกซึ้งขึ้น

ถึงแม้ว่าภาษาศาสตร์ไม่ได้มุ่งเน้นโดยตรงที่จะเรียนภาษาใดภาษาหนึ่งไปเพื่อฟัง พูด อ่าน เขียน แต่ภาษาศาสตร์ก็ทำให้ผู้เรียนได้เปรียบอย่างมากในการเรียนภาษา

ผู้เรียนภาษาศาสตร์มีแนวโน้มที่จะทำความเข้าใจและจัดระบบมากกว่าท่องจำ ดังนั้นในขณะที่ผู้ไม่ได้เรียน
ภาษาศาสตร์ท่องจำสิ่งต่างๆ ผู้เรียนภาษาศาสตร์จะจัดระบบความรู้เหล่านั้นด้วยตัวเองด้วยความเคยชิน
ทำให้เข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้นและจดจำได้ดีขึ้น โดยที่บางครั้งผู้สอนอาจไม่ได้สรุปกฎต่างๆให้ แต่ผู้เรียนรู้
ภาษาศาสตร์มาแล้วจะสามารถสรุปกฎได้ด้วยตัวเอง

4. ความรู้ภาษาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะประยุกต์ใช้กับงานบางอย่าง

สมมุติว่าเราต้องสอนชาวต่างชาติคนหนึ่งให้พูดภาษาไทย และปรากฏว่าเขาไม่สามารถออกเสียงพยัญชนะ
บางตัวในภาษาไทยได้ หากเรามีความรู้เพียงการฟังพูดอ่านเขียนภาษาไทยเราย่อมไม่มีหนทางอื่นใน
การแก้ปัญหานอกจากพูดให้ชาวต่างชาตินั้นฟังไปเรื่อยๆ ให้เขาออกเสียงมาเรื่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆจนกว่าจะ
ออกเสียงได้ ซึ่งคงจะใช้เวลานานพอสมควรและในขณะที่เขาออกเสียงแล้วผิดนั้น เราก็ไม่สามารถบอกเขา
ได้ว่าทำไมจึงผิด และจะทำอย่างไรจึงจะออกเสียงที่ถูกต้องได้

ด้วยความรู้ด้านสัทศาสตร์ (phonetics) ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของภาษาศาสตร์ เราจะได้เรียนรู้ว่าการออกเสียง
ของมนุษย์ต้องใช้อวัยวะส่วนไหนอย่างไร เมื่อชาวต่างชาติออกเสียงผิดเราสามารถบอกเขาได้ว่าเขาควรจะ
บังคับอวัยวะในช่องปากของเขาอย่างไรจึงจะได้เสียงที่ถูกต้อง (เช่นเราอาจจะบอกว่า ให้ขยับลิ้นมาข้างหน้า
อีกนิดให้ปลายลิ้นแตะด้านหลังฟัน) วิธีนี้ทำให้การแก้ไขการออกเสียงเป็นไปได้รวดเร็วกว่าการฝึกฝนแต่
เพียงอย่างเดียว

ความรู้สาขาอื่นๆของภาษาศาสตร์สามารถนำไปประยุกต์กับงานอื่นๆได้อีกมากไม่เฉพาะแต่ความรู้ในเชิง
สัทศาสตร์ที่กล่าวมาเท่านั้น เช่นในภาษาศาสตร์จิตวิทยา(psycholinguistics) มีเนื้อหาเกี่ยวกับกลไก
ขั้นตอนการเรียนรู้ภาษาของมนุษย์ ถ้าเราไม่มีความรู้ในด้านนี้เลย เราก็จะไม่ทราบว่าเวลาที่เราจะสร้างหลักสูตร
เพื่อสอนภาษาเราจะต้องวางหลักสูตรให้สอนอะไร อย่างไร ในช่วงเวลาใด จึงจะเหมาะสมที่สุด แม้ว่าเราจะ
สามารถหาครูผู้สอนที่มีความสามารถมากทางภาษามาสอน แต่ถ้าครูผู้สอนไม่มีความรู้เลยว่ากลไกการเรียนรู้
ภาษาของมนุษย์เป็นอย่างไร ครูย่อมไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียนได้มากเท่าที่ควร

นำมาจากบทที่ 1 ของหนังสือประกอบการเรียนวิชา 01372212 ภาษาศาสตร์เบื้องต้น

จรัลวิไล จรูญโรจน์,ม.ล. 2552. ภาษาศาสตร์เบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

 
     

 

www.ling.human.ku.ac.th
ภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาัลัยเกษตรศาสตร์
ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กทม. 10900
kasetsart.linguistics@gmail.com
โทร. 025795566 ต่อ 1517 โทรสาร 029428366